September 15, 2008

CJ & Clickbank Update

สวัสดีครับเพื่อนๆ

เป็นอย่างไรบ้างครับ หวังว่าเพื่อนๆ คงสบายดีนะครับ สำหรับในวันนี้ผมก็มีเรื่องราว
ที่มีคนถามผมเข้ามาช่วงนี้เยอะๆ มา Update กัน โดยจะมีอยู่ 2 เรื่องด้วยกันคือ CJ
Settlement กับ Clickbank Direct Deposit ครับ

1. CJ Settlement

ช่วงนี้เพื่อนๆ อาจจะได้รับไปรษณียบัตร หรือ อีเมล์ จาก CJ เกี่ยวกับเรื่อง CJ
Settlement ซึ่งแน่นอนว่า หลายๆ คนพออ่านแล้วก็งงครับ ไม่รู้ว่า CJ Settlement
คืออะไร และเราต้องทำอะไรกับเรื่องนี้บ้าง

จริงๆ แล้วก็ไม่มีอะไรมากครับ ก็แค่ CJ นั้น ถูกฟ้องร้องนิดหน่อยครับ ทางศาลจึง
สั่งให้ CJ แจ้งสมาชิกทุกคนเกี่ยวกับเรื่องการฟ้องร้องนี้ เพื่อให้คนที่คิดว่าตนเอง
ได้รับผลเข้ามาร่วมเป็นโจทย์ยื่นฟ้อง CJ ครับ

โดยเรื่องที่ถูกฟ้องร้องก็คงหนีไม่พ้นเรื่องเงินๆทองๆครับ เพราะ CJ ถูกฟ้องเรื่อง
ความผิดพลาดของการจ่ายค่าคอมมิสชั่นนั่นเองครับ ซึ่งด้วยระบบแล้วก็อาจจะ
มีการผิดพลาดกันได้ ทั้งในฝั่งของ Advertiser และฝั่ง Publisher (Affiliate)
ครับ โดย

•    Advertiser บางรายอาจจะมีปัญหา
รู้สึกว่าจ่ายค่าคอมมิสชั่นเกินจริงไป และอาจจะรู้สึกว่า Affiliate
บางรายอาจจะทำโฆษณาด้วยวิธีผิดกฎ ทำให้ Advertiser
ต้องเสียค่าคอมมิสชั่นให้มากโดยใช่เหตุ

•    Publisher บางรายอาจจะรู้สึกว่า ทำโฆษณาไปแล้ว
ได้ค่าคอมมิสชั่นน้อยกว่าที่ควรจะได้
หรืออาจจะมีการดึงค่าคอมมิสชั่นกลับมาจนเกินไป
จนน่าสงสัยว่าระบบ CJ เกิดผิดพลาดอะไรหรือเปล่า

ซึ่งในฝั่งของพวกเรา ก็คงจะเป็นทางฝั่ง Publisher นะครับ ถ้าหากใครที่คิดว่า
เราไม่ได้รับค่าคอมมิสชั่นจาก CJ อย่างตรงไปตรงมา ก็อาจจะเข้าไปร่วมลงชื่อ
เพื่อร่วมเป็นโจทย์ฟ้องร้อง CJ ครับ ถ้าหากว่า CJ แพ้คดี เราก็จะได้รับเงินส่วน
แบ่งค่าชดเชยความเสียหายที่ CJ จ่ายให้ครับ

กรณีนี้ก็คล้ายกับปีก่อนๆ ที่ Google โดนฟ้องเรื่อง Click Fraud ครับ ซึ่งในตอนนั้น
Google ก็จ่ายเงินชดเชยให้กับผู้ลงโฆษณา AdWords เป็นจำนวนเงิน 90
ล้านเหรียญสหรัฐครับ

แต่ถ้าหากว่าเราไม่ต้องการร่วมเป็นโจทย์ฟ้องร้อง CJ ก็ไม่จำเป็นต้องทำอะไร
ทั้งสิ้นครับ ปล่อยผ่านไปได้เลยครับ ไม่ต้องสนใจอะไร

2. Direct Deposit for Clickbank

หลังจากที่ Affiliate Program หลายๆ เจ้า เปิดให้ Affiliate มีการรับเงินแบบ
Direct Deposit ได้แล้ว มาคราวนี้ก็ถึงคราวของ Clickbank กันแล้วครับ
ที่เปิดให้เรารับเงินแบบ Direct Deposit ได้

โดยขั้นตอนทุกอย่างก็เหมือนที่เราทำ Direct Deposit กับที่อื่นครับ คือ
เปิดบัญชีธนาคารกรุงเทพ แล้วก็นำหมายเลขบัญชี และ Routing Number
026008691 ไปใส่ในรายละเอียดธนาคารที่จะรับเงินครับ

เพียงแต่ของ Clickbank จะยุ่งยากกว่าเล็กน้อยครับ เพราะก่อนที่เราจะสามารถ
เลือกฟังค์ชั่นการรับเงินแบบ Direct Deposit ได้ เราจะต้องได้รับเช็คอย่างน้อย
3 ใบ ภายใน 12 สัปดาห์เสียก่อนครับ ไม่อย่างนั้นก็หมดสิทธิ์

แต่ผมเชื่อว่า หลายๆ คนคงได้รับเช็คกันมาเป็นปรกติอยู่แล้ว ดังนั้นตอนนี้ภายใน
Account ของเพื่อนๆ ก็คงจะเลือกรับเงินแบบ Direct Deposit ได้แล้วอย่าง
แน่นอนครับ

สำหรับวันนี้คงมีเรื่องมา Update กันเพียงเท่านี้ก่อนครับ แล้วยังไงพบกันใหม่
ครั้งหน้าครับ

ตราวุทธิ์

-=-=-==-=-=-=-==-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-
เรียนรู้เทคนิคในการเพิ่ม CTR ให้โฆษณา AdWords ของคุณ
และเทคนิคการทำ Affiliate Marketing แบบต่างๆได้ที่
=> http://www.GoogleRichAdvancedCourse.com
-=-=-==-=-=-=-==-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

Permalink • Print • Comment

September 12, 2008

How Do You Think With Google Knol

สวัสดีครับเพื่อนๆ 

ตอนนี้ Google ได้ปล่อยเครื่องมือตัวใหม่ที่ชื่อ Google Knol ออกมา เพื่อนๆ หลายคน
คงอาจทราบข่าวกันมาบ้างแล้ว ลองไปใช้งานกันบ้างหรือยังครับ

เพื่อนๆ ทราบกันหรือไม่ครับว่า Knol มาจากอะไร คำว่า Knol มาจาก Knowledge
นั่นเองครับ โดยทาง Google ต้องการให้ Knol เป็นศูนย์กลางที่ชักชวนให้ผู้คนใน
ทุกๆ ด้าน  มาร่วมกันเขียนบทความ โดยที่ผู้ใดก็ตามเขียนบทความไปแล้วก็จะต้อง
ลงชื่อ และบทความนั้นๆ จะได้ลิขสิทธิ์ที่ตนเองเป็นผู้เขียนครับ

Knol เปิดโอกาสให้ผู้ใช้ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเขียนบทความเหมือนกับเว็บไซต์
สารานุกรมออนไลน์อย่าง Wikipedia ครับ แต่ต่างกันตรงที่ Google จะแบ่งรายได้ให้
กับผู้เขียนบทความที่ยอมให้ Ad ของ Google ปรากฏ แต่ Wikipedia ไม่ยินยอมให้มี
Ad โฆษณาบนเว็บ 

Knol ยังแตกต่างจาก Wikipedia อีก ตรงที่ Knol อนุญาตให้ผู้เขียนสามารถลงชื่อได้
เพราะหากเปิดเผยชื่อผู้เขียนบทความก็จะเป็นการเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับบทความ
นั้นๆ แต่ทาง Wikipidia ไม่มีการให้ใส่ชื่อผู้เขียน เพราะถือว่าทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน

แต่ข้อด้อยของ Knol ที่ยังเทียบเท่า Wikipedia ไม่ได้ ก็คงเป็นในเรื่องของจำนวน
ของบทความ และภาษาที่ปรากฏในบทความ เพราะทาง Wikipedia มีเนื้อหาเยอะ
มาก และมีการใช้ภาษาต่างๆถึง 200 ภาษาครับ

ทั้งนี้ Knol ไม่อนุญาตให้คนทั่วไปมาอัพเดทหรือแก้ไขบทความ จนกว่าจะได้รับ
อนุญาตจาก เจ้้าของบทความ แต่ผู้อ่านทุกคนสามารถแสดงความคิดเห็น หรือ
ทำการคัดค้านบทความนั้นได้ โดยที่เจ้าของบทความก็มีสิทธิปฏิเสธหรือตอบรับ
ข้อเสนอแนะที่ผู้อ่านแนะนำได้ครับ

แต่ตอนนี้ Knol ได้ถูกจับผิดโดยคนจำนวนมาก เพราะเมื่อมีการใส่คำค้นหาหลายๆ
คำใน Google.com แล้วพบว่าการสืบค้นในอันดับต้นๆ ได้อ้างถึง Knol เป็นหลัก
(น่าแปลกใจ อยู่เหมือนกันนะครับ) ทั้งๆ ที่เนื้อหาหรือคอนเทนท์ที่ผู้เขียนส่งเข้ามา
ใน Knol ถือว่าไม่มาก เท่าที่ควรและบางทียังแสดงอยู่สูงกว่าเว็บไซต์ที่คนให้ึ
ความสนใจเป็นอย่างมากเสียอีก (น่าสงสัยไหมล่ะครับ)

เมื่อเกิดข้อพิพาทถึงความผิดปกตินี้ขึ้นทางโฆษกของ Google (Gabriel Stricker)
จึงรีบออกมาชี้แจงครับว่า Google.com ไม่เคยลำเอียง ให้สิทธิในการขึ้นอันดับ 
เว็บไซต์ต่างๆ เท่าเทียมกันทุกเว็บ ไม่ได้ให้ความสำคัญกับ Knol เป็นพิเศษ
(แต่อาจจะเป็นได้ว่า Knol คือ เว็บไซต์ในเครือ Google ซึ่งมีค่า PR เต็ม 10
ก็เป็นได้ครับ จึงทำให้อันดับดี)

เรื่องนี้ก็ขึ้นอยู่กับมุมมองแต่ละมุมของแต่ละคนนะครับ ว่าจะมองไปในทิศทางไหน
ส่วนผมคิดว่าถึงอย่างไรก็ตาม Google ก็ยังสามารถสร้างสรรค์สิ่งที่ก่อให้เกิด
ประโยชน์กับพวกเราทุกคนได้ครับ

ถ้าหากเพื่อนๆ มีบทความดีๆ หรือสนใจที่จะเผยแพร่ให้ผู้อื่นได้อ่าน เพื่อนๆ ก็สามารถ
เข้าไปเขียนไว้ได้ที่ 

=> http://knol.google.com 

หวังว่าเพื่อนๆ  จะได้รับข้อมูลดีๆ  กันถ้วนหน้านะครับ

ตราวุทธิ์

-=-=-==-=-=-=-==-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-
เรียนลัดวิธีการทำโฆษณาด้วย Google Adwords
อย่างง่ายดายและรวดเร็ว ได้ที่บ้านของคุณ
=> http://www.AdWords-eClass.com
-=-=-==-=-=-=-==-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

Permalink • Print • Comment

September 8, 2008

A Great Tool for New Generation

สวัสดีครับเพื่อนๆ

เพื่อนๆ  เคยเห็นรูปนี้กันบ้างหรือยังครับ  พอจะคุ้นตากันบ้างไหม  นี่เป็นสัญลักษณ์ของ  Google  Chrome  ครับ  แค่สัญลักษณ์  ก็สื่อได้แล้วว่า  เรียบง่ายดูดีมีระดับ  ใช่ไหมล่ะครับ  โดยตอนนี้
Google  ได้เปิดตัวโปรแกรมเว็บบราวเซอร์โอเพนเซอร์สใช้งานฟรีของตัวเองนาม  “Google
Chrome”  ด้วยหนังสือการ์ตูนความยาวเกือบ  40  หน้า เพื่อบอกเล่าเรื่องราวรายละเอียด
บราวเซอร์ ใหม่ล่าสุด  ภายในมีข้อมูลว่าผู้พัฒนาบราวเซอร์น้องใหม่ยอดฮิตอย่าง  Firefox และ
อดีตทีมงาน Mozilla มากกว่า 2 คนรวมอยู่ในทีมพัฒนา  Chrome  ด้วย 

โดย  Google Chrome  ได้ใช้เวลาพัฒนานานกว่า 2 ปี เปิดตัวพร้อมกัน 43 ภาษา รวมทั้ง
ภาษาไทย และ Google Chrome  ได้ถูกจับตามองว่าเป็นการลงสนามท้าชน  Internet Explorer
(IE)  ของค่ายไมโครซอฟท์

ก่อนหน้านี้  Google  ไม่กล้าพอที่จะส่ง  Google  Chrome  มาสู้รบกับคู่แข่งที่เป็นถึง  Internet
Explorer (IE)  จากค่ายไมโครซอฟท์  ซึ่งดูแล้วการแจ้งเกิดนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย  แต่ Google 
ก็สามารถพลิกประวัติศาสตร์  โดยการแจ้งเกิด  Google  Chrome  ได้อย่างงดงามครับ

การที่  Google  ได้ปล่อย  Google  Chrome ถือว่าเป็นกลยุทธ์อย่างหนึ่งเพื่อเสริมสร้างความ
แข็งแกร่งให้กับ  Google Android  มากกว่าครับ  เพราะเว็บบราวเซอร์น้องใหม่นี้ไม่ได้มีจุดประสงค์ 
ว่าต้องการ ส่วนแบ่งของ  Firefox  และ  IE  สักเท่าไหร่

จุดเด่นของ Google Chrome นั้นถูกออกแบบมาให้ใช้งานได้ง่าย ทั้งในด้านการค้นหาและ
ท่องไปยังหน้าเว็บต่างๆ เพื่อค้นหาข้อมูลตามที่ผู้ใช้ต้องการ รวมทั้งความเสถียรและปลอดภัย
เน้นศักยภาพ การเปิดเว็บไซต์ได้เร็วขั้น และสามารถแยกการทำงานของแต่ละ Tab ออกจากกัน
อย่างสิ้นเชิง  เมื่อ Tab ใดมีปัญหาก็จะไม่ลุกลามไปถึง Tab อื่นๆ  นอกจากนี้เรายังสามารถแยก
Tab ออกจากกันได้ด้วยครับ จึงไม่ทำให้เกิดภาวะที่เราต้องปิดหน้าต่างอื่นลง ฟีเจอร์นี้ Google 
เรียกว่า  Sandbox  ครับ  และ  Google  Chrome  จะแสดงภาพขนาดย่อของเว็บไซต์ทีเข้าเยี่ยม
ชมบ่อย รายการค้นหาข้อมูลล่าสุด พร้อมด้วย bookmark  ของเว็บไซต์  ทำให้สามารถเข้า
เว็บไซต์ได้ง่ายขึ้นครับ

Chromeได้ถูกการันตรีว่าเป็นเว็บบราวเซอร์ที่เหมาะกับการแสดงคอนเทนท์ไดนามิกหรือเนื้อหา
เว็บไซต์ที่มีการโต้ตอบมากๆ 

ในเรื่องการรองรับภาษาไทย  ถือได้ว่าทำได้ดีครับ  แต่ก็ยังสู้  Firefox3  ไม่ได้  เพราะ  Firefox3 
มีนักพัฒนาชาวไทยได้ส่งโค้ดในส่วนของการตัดคำไทยเข้ารวมใน core ของ Firefox 3 ส่วน
หน่วยความจำดีมากครับ เพราะแต่ละ Tab จะแยกส่วนการทำงาน ใช้หน่วยความจำของใคร
ของมัน ซึ่งหากปิด Tab หน่วยความจำที่ Tab นั้นใช้งานอยู่จะถูกคืนสู่ระบบ ตรงนี้แหละครับ
ที่ต่างกับ Firefox และ IE ที่พอยิ่งเปิด Tab มาก หน่วยความจำยิ่งถูกใช้ไปมาก แม้จะปิด Tab
แล้วหน่วยความจำก็ไม่ได้ลดลงไปด้วยครับ นักวิเคราะห์หลายฝ่ายมองว่า  Chrome เป็นเสมือน
เกราะป้องกันตัว  Google  หลังจากไมโครซอฟท์ส่ง  IE8  ลงสู่ตลาด  เพราะหัวใจหลักของ
ธุรกิจ  Google  คือ  ระบบ Search  และโฆษณาออนไลน์ล้วนแต่ต้องอาศัยบราวเซอร์หลัก
Google  ถูกวิจารณ์ว่าพยายามผูกขาดตลาดออนไลน์เสียเอง  แม้จะต่อต้านไมโครซอฟท์ไม่
ให้เป็นผู้ผูกขาดมาโดยตลอด  ขณะเดียวกันหลายฝ่ายเชื่อว่า  Chrome  ถูกเปิดตัวมาเพื่อ
จู่โจม IE8  ซึ่ง  IE8  นั้นมีจุดเด่นในเรื่องการป้องกันความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้  เป็นเรื่องยากที่ 
Google  จะติดตามข้อมูลพฤติกรรมของผู้ใช้งานเพื่อนำไปวิเคราะห์ได้ยาก จากการเปิดตัวพบว่า
จุดยืนของ  Chrome  และ  IE8  นั้นไม่เหมือนกันครับ  โดย  Chrome เน้นไปที่หน่วยความจำ
เพื่อรักษา ประสิทธิภาพด้านความเร็วในการเปิดเว็บไซต์  การปรับปรุงหน้าตาโปรแกรมให้
้สามารถ ใช้งานได้สะดวกยิ่งขึ้น  การแสดงรายชื่อมัลแวร์หรือซอฟแวร์ที่ไม่หวังดีต่างๆ เพื่อ
เตือนผู้ใช้ พร้อมลูกเล่นอื่นๆ  ซึ่งทาง  Google  เตรียมไว้เพื่อเอาใจนักท่องโลกออนไลน์ครับ
ตอนนี้สาวก  Firefox  อาจเปลี่ยนใจมาใช้  Chrome  ก็ได้นะครับ  เนื่องจากผู้ใช้งาน Firefox 
ส่วนใหญ่นั้นชอบลองของใหม่กันอยู่แล้ว เป็นอย่างไรกันบ้างครับ  ถ้าหากเพื่อนๆ คนไหนสนใจ
ก็สามารถไปดาวน์โหลดเพื่อใช้งานได้ที่ 

=> http://www.google.com/chrome

ได้เลยครับ  เรียบง่ายและสะดวก  เหมาะกับคนยุคใหม่อย่างเราๆ เลยใช่ไหมครับ

ขอให้สนุกกับการใช้งานครับ

ตราวุทธิ์

-=-=-==-=-=-=-==-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-
เรียนรู้วิธีการสร้างรายได้จากธุรกิจ GoogleRich อย่างยั่งยืนและมั่นคง
รวมทั้งเทคนิคการประยุกต์ทำธุรกิจ GoogleRich แบบ ไม่ต้องลงทุน
=> http://www.GoogleRichAdvancedCourse.com
 -=-=-==-=-=-=-==-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

 
Permalink • Print • Comment

September 4, 2008

Affiliate Direct Deposit Guide

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน

คงต้องยอมรับนะครับว่าปัจจุบัน มีผู้ที่รู้จักกับธุรกิจ Affiliate เพิ่มมากขึ้น ทุกวัน
และนั่นก็เท่ากับว่ามีผู้ที่เริ่มทำ Affiliate เพิ่มมากขึ้นทุกวันด้วยเช่นกัน ซึ่งก็เป็น
เพราะว่าการทำ Affiliate ในปัจจุบันนั้นสามารถทำได้ง่ายมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน
แหล่งข้อมูลที่ให้ความรู้ในการทำ Affiliate ปัจจุบันก็มีอยู่มากมาย ให้เราเข้าไป
ศึกษาค้นคว้าข้อมูลได้ และที่สำคัญเป็นข้อมูลฟรีอีกด้วยครับ

สำหรับเทคนิคและวิธีการทำ Affiliate ต่างๆ นั้น ผมขอไม่อธิบายในวันนี้นะครับ
เพราะเพื่อนๆ ก็คงทราบกันดีอยู่แล้ว หรือสามารถหาอ่านได้ที่เว็บไซต์ของผม
อยู่แล้ว

อย่างไรก็ตามผมก็ยังคงมีสิ่งดีๆ ที่เป็นประโยชน์มาแบ่งปันเพื่อนๆ เหมือนเดิม
ครับ โดยในวันนี้ผมจะมาพูดถึงเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กับเทคนิคและวิธีการทำ
Affiliate นั่นก็คือวิธีการรับเงินค่าคอมมิสชั่นนั่นเองครับ (เพราะถ้าหากเราไม่รับ
ค่าคอมมิสชั่น ก็ไม่รู้ว่าเราจะทำ Affiliate กันไปทำไม)


การรับเงินค่าคอมมิสชั่น เราสามารถรับได้ 2 แบบด้วยกันคือ

1.รับแบบเช็ค
2.รับแบบ Direct Deposit (นำเงินเข้าบัญชีโดยตรง โดยผู้รับต้องมีบัญชี
ธนาคารอยู่ที่อเมริกาเท่านั้น)

ส่วนใหญ่แล้วทุกๆ Affiliate Program จะแนะนำให้รับค่าคอมมิสชั่นแบบ Direct
Deposit ครับ เนื่องจากการรับเงินค่าคอมมิสชั่นด้วยวิธีการนี้จะสามารถรับเงิน
ได้เร็วกว่า และได้รับแน่นอนกว่าแบบเช็คครับ (เข้าบัญชีโดยตรง ทำให้ไม่เกิด
การสูญหายครับ)

จริงๆแล้ว การรับเงินค่าคอมมิสชั่นแบบ Direct Deposit นี้ เราจะสามารถรับได้ก็
ต่อเมื่อมีบัญชีธนาคารอยู่ที่อเมริกาเท่านั้นครับ แต่ก็เป็นโชคดีของคนไทยทุกคน
นะครับ ที่สามารถรับเงินค่าคอมมิสชั่นแบบ Direct Deposit ได้เช่นกันครับ
เพราะเรามีธนาคารกรุงเทพ สาขานิวยอร์ก นั่นเองครับ

ซึ่งเรื่องนี้ผมว่าเพื่อนๆ หลายคนทราบกันอยู่แล้ว ว่าเราสามารถรับเงินแบบนี้ได้
เพียงแต่ยังมีคำถามกลับมาที่ผมอีกเป็นจำนวนมากว่า แล้วต้องทำอย่างไรบ้าง
ถึงจะสามารถรับเงินแบบ Direct Deposit แบบผ่านธนาคารกรุงเทพ สาขา
นิวยอร์กได้

เพื่อให้คนไทยทุกคนทำธุรกิจ Affiliate กันได้ง่ายขึ้น รับเงินได้ไวขึ้น วันนี้ผม
และทีมงานจึงได้ร่วมมือกับธนาคารกรุงเทพ จัดทำ eBook เสนอวิธีการรับเงิน
ค่าคอมมิสชั่นแบบ  Direct Deposit นี้ขึ้นมา โดยแบ่งออกเป็น 3 ตอนด้วยกัน
ก็คือ การรับเงินแบบ Direct Deposit จาก CJ, Amazon, ShareASale ซึ่ง
เป็น Affiliate Program ยอดนิยมที่คนไทยทำกัน

เพื่อนๆ สามารถดาวน์โหลด eBook เล่มนี้ไปอ่านเพื่อศึกษาได้ฟรีๆ ที่ลิงค์ด้านล่าง
เลยครับ

=> http://trawut.com/affiliate-direct-deposit-guide.pdf

สำหรับเพื่อนๆ คนใดที่ยังต้องการรับเงินค่าคอมมิสชั่นแบบเช็ค ก็ยังสามารถ
นำเช็คไปขึ้นเงินได้ที่ธนาคารกรุงเทพเช่นกันนะครับ (ตอนนี้ก็มีบริการขึ้นเงิน
ล่วงหน้าให้แล้ว สำหรับ Affiliate Program ดังๆ เช่น Amazon, CJ, LinkShare
ครับ)

และหากเพื่อนๆ คนใดที่ได้ดาวน์โหลด eBook ไปอ่านแล้ว มีข้อเสนอแนะหรือ
อยากร่วมกันแสดงความคิดเห็นก็สามารถบอกเล่ากันได้ที่ Comment นะครับ
ผมและทีมงานก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า eBook เล่มนี้จะเป็นประโยชน์ให้กับเพื่อนๆ
ทุกคนครับ ^ ^

ขอให้โชคดีและประสบความสำเร็จครับ

ตราวุทธิ์

Permalink • Print • 2 Comments

September 2, 2008

Compare Your Product Price

การทำ Affiliate ให้กับเว็บไซต์ที่มีสินค้าประเภท Consumer Product หลาก
หลาย ชนิดอย่าง Amazon นั้น วิธีและขั้นตอนในการเลือกสินค้าเป็นสิ่งที่จำเป็น
มากเพราะยิ่งเราเลือกสินค้าที่ดีมาทำโฆษณาได้เท่าไหร่ เรายิ่งมีโอกาสทำกำไร
ได้ง่ายขึ้นเท่านั้นครับ

และอย่างที่เราควรจะทำก่อนตัดสินใจเลือกสินค้าชิ้นหนึ่งๆ มาทำโฆษณาก็คือ
การเปรียบเทียบราคาสินค้าชิ้นนั้นกับท้องตลาด เพื่อดูว่า ราคาที่ขายใน Amazon
เมื่อเทียบกับ ราคาที่ขายบนเว็บไซต์อื่นๆแล้ว มากน้อยกว่ากันอย่างไร

ถ้าหากเปรียบเทียบกันแล้ว สินค้าใน Amazon มีราคาถูกกว่า ที่วางขายใน
เว็บไซต์อื่นๆทั้งหมด (ที่วางขายตามห้างไม่ต้องพูดถึง เพราะ Amazon
ถูกกว่าเยอะอยู่แล้ว) ก็เป็นสัญญาณหนึ่งที่ดีมาก ในการนำสินค้าชิ้นนี้มาทำ
โฆษณา เพราะว่า คนทั่วอินเตอร์เน็ตจะต้องแห่มาซื้อสินค้าชิ้นนี้จากใน Amazon
ครับ

แต่ถ้าหากว่ามีบางเว็บไซต์ที่ขายสินค้าราคาถูกกว่า Amazon ก็ให้เราดูด้วยว่า
สินค้าที่สั่งจากเว็บไซต์นั้น คิดค่าส่งด้วยหรือเปล่า ถ้าคิดก็ต้องนำมารวมด้วย
ก่อนจะไปเทียบกับ Amazon และให้ดู Review ของคนที่เคยซื้อสินค้าจาก
เว็บไซต์นั้นๆ ว่า ดีแค่ไหน ครับ เพราะส่วนมาก ถ้าหากถูกกว่ากันนิดหน่อย
แต่ว่าเว็บไซต์ที่ราคาถูกกว่านั้น บริการไม่ดี ไม่น่าเชื่อถือ คนก็จะมาซื้อกับ
Amazon ครับ

แต่ถ้าหากว่าเว็บไซต์ที่ขายราคาถูกกว่าเป็นเว็บชื่อดังอย่างพวก CircuitCity
ก็ให้ระวังๆ ไว้นิดนึงครับ เพราะคนอาจจะแห่กันไปซื้อจากเว็บไซต์เหล่านั้นได้ครับ

สำหรับการเปรียบเทียบราคาสินค้านั้น เราสามารถเข้าไปเปรียบเทียบได้ง่ายๆ
ด้วยเว็บไซต์เหล่านี้ครับ

1.  PriceScan

เพียงแค่พิมพ์ชื่อยี่ห้อ ชื่อรุ่นสินค้าลงไป เราก็จะทราบได้ทันทีว่า สินค้านี้มี
วางขาย อยู่ที่เว็บไซต์ไหนอีกบ้าง และ แต่ละเว็บไซต์ขายราคาเท่าไหร่
รวมทั้งดูได้ด้วยว่า ส่งสินค้าฟรีหรือเปล่าครับ

นอกจากนั้น เรายังสามารถเข้าไปดูกราฟ แนวโน้มราคาได้ว่า เพิ่มขึ้นหรือ
ลดลงอย่างไร เพื่อนำไปวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการทำกำไร และใช้
ในกลยุทธการตั้งราคาบิดได้ครับ

2. Google Product
ยี่ห้อ Google ก็การันตีความเจ๋งได้ระดับนึงครับ เว็บไซต์นี้เป็นแหล่งรวมของ
สินค้าต่างๆ ที่มีวางขายอยู่บนอินเตอร์เน็ต ที่ให้ผู้ขายสามารถเข้ามาเขียน
แนะนำสินค้าได้ฟรี ดังนั้นเว็บไซต์จำนวนมากจึงมาเขียนแนะนำสินค้าไว้ที่นี่

ซึ่งเราก็เลยสามารถนำมาทำการค้นหา สินค้าที่เราต้องการได้ด้วยเช่นกันว่า
สินค้านี้มีวางขายที่ไหนอีกบ้าง และขายในราคาเท่าไหร่ มีคนพูดถึงเว็บไซต์
ที่ขายว่าอะไรบ้าง

3. mPire

เป็นอีกเว็บนึ่งที่น่ารัก และให้ข้อมูลที่ดี กล่าวคือ เว็บไซต์นี้นอกจากจะบอกว่า
สินค้ามีวางขายที่ไหน ราคาเท่าไหร่แล้ว ยังจะบอกให้เราทราบด้วยว่า สินค้า
ชิ้นนี้มีคนประมูลที่ eBay ได้ในราคาประมาณเท่าไหร่

รวมทั้งเราสามารถดูแนวโน้มราคาสินค้าได้ว่า กำลังขึ้นหรือลง ทำให้ทราบ
ความแรงของสินค้าได้ว่า จะขายดีได้ต่อไปอีกนานแค่ไหนครับ

แต่เท่าที่คอยเปรียบเทียบราคาสินค้ามาเรื่อยๆ พบว่า ถ้าหากสินค้าที่เรา
เลือกนั้น เป็นสินค้าที่ขายดีอยู่แล้วใน Amazon (โดยดูจาก Best Sellings,
Rating, Review เป็นต้น) ราคาที่ขายใน Amazon นั้น ก็จะไม่ต่างจาก
ที่ขายกันทั่วไปเท่าไหร่ จะถูกแพงกว่ากันก็นิดหน่อย แต่ด้วยแบรนด์ Amazon
ก็จะทำให้ขายได้ดีอยู่แล้วครับ

ขอให้ขายสินค้าได้เยอะๆ ครับ
ตราวุทธิ์

-=-=-==-=-=-=-==-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-
เรียนลัดวิธีการทำโฆษณาด้วย Google Adwords
อย่างง่ายดายและรวดเร็ว ได้ที่บ้านของคุณ
=> http://www.AdWords-eClass.com
-=-=-==-=-=-=-==-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

Permalink • Print • 3 Comments
Next Page »